Jumaat, 10 Jun 2011

15 เทคนิค พัฒนาความคิดสร้างสรรค์

ใครๆก็อยากมีความคิดสร้างสรรค์กันทั้งนั้น เพราะความคิดสร้าง สรรค์ คือ ความสามารถที่จะประมวล ข้อมูลผ่านทักษะการคิด เพื่อนำมาแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิผลในแนวทางใหม่ๆ อย่างหลากหลายไม่มีที่สิ้นสุด มันไม่ใช่ทักษะที่มีจำกัดเฉพาะเหล่าศิลปิน นักดนตรี หรือนักเขียน แต่เป็นทักษะที่เป็นประโยชน์ต่อผู้คนทุกสาขาอาชีพ
และคุณก็สามารถพัฒนาทักษะนี้ให้ตนเองได้เช่นกัน ลองนำ 15 เทคนิคต่อไปนี้ไปปฏิบัติ แล้วคุณจะกลายเป็น บุคคลใหม่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังความคิดสร้างสรรค์

1. ตั้งเป้าหมาย
ขั้นตอนแรกคือ มีความตั้งใจที่จะพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง มีเป้าหมายที่แน่วแน่ พร้อมขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น และแบ่งเวลาในแต่ละวันเพื่อพัฒนาทักษะและทุ่มเทให้กับงานสร้างสรรค์ที่คุณ สนใจ เพราะคุณไม่สามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นได้ ถ้าไม่มีเวลาให้กับมัน

2. ให้รางวัลความอยากรู้อยากเห็น
อุปสรรคอย่างหนึ่งที่พบได้บ่อยในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ คือ การเข้าใจว่า ความอยากรู้อยากเห็นเป็นเรื่องการทำตามใจตัวเอง แต่แทนที่จะตำหนิตัวเองเมื่อคุณอยากรู้อยากเห็นในบางเรื่อง คุณควรให้รางวัลตัวเองมากกว่า ลองให้โอกาสตัวคุณเองในการแสวงหาความคิดเห็นใหม่ๆ

3. เต็มใจรับความเสี่ยง
ในการเสริมสร้างทักษะความคิดสร้างสรรค์ คุณต้องยอมรับความเสี่ยงให้ได้ เพื่อพัฒนาความสามารถให้ก้าวหน้า แม้ว่าไม่อาจทำสำเร็จได้ทุกครั้ง แต่อย่างน้อย ก็ช่วยพัฒนาและเสริมสร้างทักษะที่จะนำไปใช้ได้ในอนาคต

4. สร้างความมั่นใจให้ตัวเอง
ความไม่เชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง อาจทำลายความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้ นั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมการสร้างความมั่นใจให้ตนเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ จงชื่นชมความเพียรพยายาม และอย่าลืมให้รางวัลตนเองเมื่อทำสำเร็จ เพราะการให้รางวัลตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ มันเป็นการพัฒนาแรงจูงใจภายในตัวเอง

5. ขจัดทัศนคติด้านลบ
มีการวิจัยที่ระบุว่า ความรู้สึกนึกคิดด้านบวกสามารถ เพิ่มพลังความคิดสร้างสรรค์ได้ ถ้าคุณกำลังทำงานที่ต้องอาศัยความคิดริเริ่มหรือระดมความคิดละก็ ต้องสร้างบรรยากาศโดยรอบให้รื่นรมย์ เน้นการขจัดความคิดด้านลบหรือการตำหนิตัวเอง ซึ่งอาจทำให้ความสามารถที่จะพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ให้แข็งแกร่งนั้น ลดน้อยถอยลง

6. สู้กับความกลัวการล้มเหลว
ความกลัวว่าจะทำผิดหรือล้มเหลว อาจทำให้การพัฒนาทักษะหยุดชะงักได้ เมื่อใดก็ตามที่คุณตกอยู่ในห้วงความรู้สึกเช่นนี้ ให้เตือนตัวเองว่า ความผิดพลาดทั้งหลายเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ในทางปฏิบัติ แม้ว่าจะเจออุปสรรคเป็นครั้งคราว แต่ในที่สุด.. คุณก็จะไปถึงจุดหมายที่วางไว้

7. หาวิธีแก้ปัญหาที่หลากหลาย
ครั้งต่อไปเมื่อต้องเผชิญกับปัญหา ต้องมองปัญหาอย่างทะลุปรุโปร่ง และลองมองหาวิธีแก้ไขที่หลากหลาย แทนที่จะทำตามความคิดแรกที่ผุดขึ้นในสมอง จงใช้เวลาคิดถึงหนทางอื่นๆที่อาจแก้ปัญหาได้ การทำเช่นนี้จะช่วยสร้างทักษะการแก้ไขปัญหาและความคิดสร้างสรรค์

8. ระดมสมอง
การระดมสมอง เป็นเทคนิคทั่วไปที่ใช้ในแวดวงวิชาการและอาชีพ และยังเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย จงเริ่มด้วยการหยุดตัดสินและวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง จดบันทึกข้อคิดและวิธีแก้ปัญหาต่างๆ โดยมีเป้าหมายที่จะระดมความคิดให้มาก ที่สุดเท่าที่จะทำได้ในช่วงเวลาสั้นๆ แล้วกลั่นกรองเพื่อให้ได้แนวคิดที่ดีที่สุด

9. จดบันทึก
จดบันทึกเพื่อดูความคืบหน้าของสิ่งที่ทำและติดตามผล การจดบันทึกเป็นหนทางที่ดีที่ช่วยสะท้อนสิ่งที่คุณทำได้สำเร็จ และยังเป็นการมองหาลู่ทางที่เป็นไปได้เพื่อใช้แก้ปัญหา นอกจากนี้ สมุดบันทึกยังเป็นแหล่งเก็บรวบ รวมแนวคิดต่างๆ ที่อาจเป็นแรงจูงใจได้ในอนาคต

10. สะสมความคิด
เคยสังเกตมั้ยว่า ไอเดียดีๆอย่างหนึ่งมักนำไปสู่ไอเดีย อีกอย่างหนึ่งได้ ดังนั้น การค่อยๆสะสมความคิดทีละเล็ก ทีละน้อย มาใช้ในงานที่กำลังทำอยู่ จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ถ้าแนวคิดที่เลือกมาใช้ ยังไม่เหมาะสมสำหรับงานปัจจุบัน ก็สามารถนำไปใช้กับงานอย่างอื่นได้ในอนาคต

11. สร้างแผนที่ความคิด
แผนที่ความคิดเป็นวิธีที่ดีที่ช่วยปะติดปะต่อแนวความ คิดต่างๆเข้าด้วยกัน เพื่อหาคำตอบให้กับคำถาม วิธีการก็คือเริ่มด้วยการเขียนหัวข้อเรื่องลงบนกระดาษ แล้วเชื่อมโยงข้อความหรือไอเดียที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อเรื่อง คล้ายกับการระดมมันสมอง แต่วิธีนี้จะช่วยแตกแนวคิดเป็นข้อๆ เพื่อให้เห็นภาพการเชื่อมโยงกันชัดเจนขึ้น

12. ท้าทายตนเอง
เมื่อคุณได้พัฒนาทักษะเบื้องต้นในการสร้างความคิดสร้างสรรค์แล้ว จำเป็นต้องกระตุ้นตัวเองไปเรื่อยๆ เพื่อให้เกิดผลดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานในโครงการใหม่ หรือค้นหาวิธีใหม่ๆเพื่อใช้ในงานที่กำลังทำอยู่ มองหาแนว ทางที่ยากมากขึ้น และหลีกเลี่ยงการใช้วิธีแก้ปัญหาเดิมๆที่เคยใช้ในอดีต

13. มองหาแหล่งสร้างแรงบันดาลใจ
อย่านึกว่าความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นเองได้ง่ายๆเสมอไป แต่คุณจำเป็นต้องแสวงหาแหล่งที่จะกระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่ๆ อันจะจูงใจให้ค้นหาคำตอบให้กับคำถาม อาจเริ่มจากการอ่านหนังสือ ไปเที่ยว ฟังเพลงโปรด หรือ คุยถกเถียงกับเพื่อนฝูง แล้วนำกลยุทธ์หรือเทคนิคที่ดีที่สุดมาใช้

14. เตรียมแผนสำรอง
เมื่อต้องเผชิญกับปัญหา ให้ตั้งคำถามประเภท “แล้วถ้า....” เพื่อเป็นทางเลือกในการแก้ไขปัญหา หรือถ้าเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งแก้ปัญหา ผลจะออกมาอย่างไร? จะเห็นว่า การมองหาทางเลือกอื่นๆไว้ล่วงหน้า จะช่วยพัฒนาทักษะการแก้ไขปัญหาของคุณได้อย่างสร้างสรรค์

15. สร้างแผนผังการดำเนินงาน
เมื่อคุณต้องทำงานชิ้นใหม่ จงเริ่มด้วยการวางแผนผังการดำเนินงานตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ ระบุอุปสรรคต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้ แผนผังนี้จะช่วยให้คุณมองเห็นผลลัพธ์ในตอนท้ายสุด ซึ่งจะช่วยลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ และเป็น วิธีแก้ปัญหาที่มีเอกลักษณ์

(จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 124 มีนาคม 2554 โดย ประกายรุ้ง)

Jumaat, 28 Januari 2011

Seni dari kaca mata Islam


Kesenian Islam adalah kesinambungan daripada kesenian pada zaman silam yang telah berkembang dan dicorakkan oleh konsep tauhid yang tinggi kepada Allah s.w.t. kesenian islam memiliki khazanah sejarahnya yang tersendiri dan unik. Kesenian Islam terus berkembang di dalam bentuk dan falsafahnya yang berorientasikan sumber Islam yang menitikberatkan kesejajaran dengan tuntutan tauhid dan syarak.

Dalam jiwa, perasaan, nurani, dan keinginan manusia tertanamnya rasa sukakan keindahan dan keindahan itu adalah seni. Sebenarnya, kesedaran mengenai keindahan adalah satu faktor yang amat penting dalam Islam. Antara faktor yang penting dalam seni ialah hakikat, ketulenan/kesucian, kejujuran dan semua ini terjalin dalam jiwa orang-orang Islam. Seni menjadi bahan perantaraan yang menghubungkan satu jiwa pencipta dengan satu jiwa lain, iaitu pengamat.

Seni adalah sesuatu yang bersifat abstrak, dapat dipandang, didengar dan disentuh oleh jiwa tetapi tidak dapat dinyatakan melalui kata-kata. Sukar untuk mentakrifkan seni secara tepat sesukar untuk menerangkan konsep keindahan dan kesenangan itu sendiri.

Al-Farabi menjelaskan bahawa seni sebagai ciptaan yang berbentuk keindahan. Al-Ghazali pula menjelaskan seni dengan maksud kerja yang berkaitan dengan rasa jiwa manusia yang sesuai dengan fitrahnya.

Menurut perspektif Islam, daya kreatif seni adalah dorongan atau desakan yang diberikan oleh Allah yang perlu digunakan sebagai bantuan untuk ‘memeriahkan’ kebesaran Allah. Berseni haruslah bermatlamatkan kepada perkara-perkara makruf (kebaikan), halal, dan berakhlak.

Jiwa seni mestilah ditundukkan kepada fitrah asal kejadian manusia kerana kebebasan jiwa dalam membentuk seni adalah menurut kesucian fitrahnya yang dikurniakan Allah s.w.t. Fungsi seni lebih kurang sama dengan akal supaya manusia menyedari perkaitan antara alam, ketuhanan dan rohani atau dengan alam fizikal. Lantas ia menyedari keagungan Tuhan dan keunikan penciptaan-Nya.

Konsep kesenian menurut perspektif Islam ialah membimbing manusia ke arah konsep tauhid dan pengabadian diri kepada Allah s.w.t. Seni dibentuk untuk melahirkan manusia yang benar-benar baik dan beradab. Motif seni bermatlamatkan kebaikan dan berakhlak. Selain itu, seni juga seharusnya lahir sebagai satu proses pendidikan yang bersifat positif dan tidak lari daripada batas-batas syariat.

Pandangan sesetengah orang bahawa kesenian tidak sesuai dengan tuntutan Islam dan syariat perlu ditinggalkan. Ini mencerminkan bahawa mereka tidak memahami hubungan kesenian dengan Islam. Ini kerana Islam bukanlah agama yang membicarakan soal agama sahaja, malahan turut membicarakan seluruh aspek kehidupan manusia. Sebagai contoh, hadis Nabi s.a.w yang bermaksud:

“Sesungguhnya Allah itu Maha Indah dan Dia sukakan keindahan.”

Ini menjelaskan kepada kita bahawa keindahan adalah sesuatu yang amat dituntut dalam Islam. Keindahan adalah suatu kesedaran dan kebenaran dalam penciptaan. Allah s.w.t menyuruh hamba-Nya menikmati segala yang baik-baik dalam kehidupan di dunia. Seseorang itu menghalang perjalanan dan naluri semulajadi manusia yang diberi Allah s.w.t jika ia tidak mempunyai kesedaran terhadap keindahan. Sifat kemanusiaan menjadi kurang jika tidak mempunyai kepekaan mengenai seni.

Bahkan, kesenian unggul dalam Islam sendiri terpancar pada Ummul Kitab (al-Quran) yang diturunkan sebagai panduan dan pedoman untuk semua umat manusia. Naskhah lengkap panduan hidup umat Islam merupakan seni yang tidak dapat ditangkis oleh mana-mana kesenian kerana ketinggian nilai budi, saranan akhlak, juga peraturan hidup manusia.

Sayyid Hossein Nasr dalam bukunya Spritual dan Seni Islam, berpendapat bahawa dalam apa juga bidang, seni Islam itu mestilah mempunyai fungsi spiritual yang dapat membimbing manusia agar mengingati Allah s.w.t.

Beliau menegaskan: “Seni itu tidak dapat memainkan suatu fungsi spiritual apabila ia tidak dihubungkan dengan bentuk dan kandungan wahyu Islam.”

Beliau juga menghuraikan bahawa Islam terdiri daripada beberapa aspek, antara lain ialah syariah, tarekat, dan hakikat. Hossein Nasr berpandangan syariat memainkan peranan penting dalam memberi latar dan persekitaran kepada seni Islam di samping menyediakan batas-batas tertentu atau garis untuk seni Islam itu. Selain itu, beliau turut menjelaskan bahawa syariat sememangnya tidak menunjuk secara khusus bagaimana mencipta seni Islam itu. Namun, segala apa yang dihasilkan itu mestilah bertunjangkan al-Quran dan hadis serta sunnah Rasulullah s.a.w. Dengan ini, barulah seni itu dapat memainkan fungsinya sebagai penyubur spiritual.

Kesenian Islam merupakan kesenian mukadas. Ia harus memiliki kekudusan mauduk. Kekudusan mauduk bermaksud kebenaran kerohanian yang dapat mempertemukan manusia dengan kehadiran alam semesta di mana tujuan estetika tidak terlintas di dalam fikiran penciptanya. Tetapi ia indah kerana kebenaran kerohanian yang dipancarkan.

Kebenaran yang terkandung dalam ajaran wahyu dengan sendirinya terdapat pada kesenian mukadas. Islam mengutamakan ajaran tauhid yang asli kerana itu ia menghindar daripada sebarang pencemaran syirik, maka penggunaan mitos serta lambang-lambang tertentu yang memesongkan inti tauhid adalah dilarang. Di dalam kesenian mukadas, bukan saja perutusan atau isinya sahaja yang mesti suci, bentuk atau salurannya juga mesti suci. Matlamat tidak menghalalkan cara.

Kesenian Islam tidak bermotifkan hiburan semata-mata, malah ia menjurus ke arah mentarbiah masyarakat menjadi insan yang beriman, berakhlak, berilmu, dan beramal soleh. Oleh itu, sesuatu itu bukanlah dianggap seni sekiranya ia tidak dapat menjalankan fungsinya untuk membimbing manusia ke arah yang lebih baik dan mengingati Allah s.w.t.

Seni timbul hasil daripada fitrah manusia yang sukakan keindahan. Oleh itu, keindahan menjadi ciri utama kesenian dari perspektif Islam. Konsep keindahan bererti rasa yang menggembirakan, menyenangkan, memuaskan, dan dihargai tanpa melangkah batas-batas syariat Islamiah.

Apabila memperkatakan konsep seni pada perspektif Islam, kita tidak lari daripada membicarakan soal perkaitan di antara seni dengan akhlak. Seni dan akhlak adalah saling bersangkutan. Islam mahukan setiap seni yang dicipta itu mengandungi nilai-nilai mulia dan akhlak yang membentuk keperibadian positif manusia. Seni yang tidak bermoral harus ditegah kerana kesenian Islam hanya berpaksikan kepada nilai-nilai akidah, syariat, dan akhlak. Oleh itu, karya seni Islam haruslah memiliki nilai-nilai murni yang melambangkan akhlak atau berbentuk neutral, bebas daripada nilai-nilai negatif.

Kesenian Islam juga haruslah bersumberkan wahyu Allah s.w.t dan juga sunnah Rasulullah s.a.w. Ini kerana setiap sesuatu yang bersumberkan kepada wahyu dan sunnah, maka ia akan bersesuaian dengan masa, tempat, dan zaman. Ini bermakna, meskipun seni itu turut berkembang mengikut perubahan zaman, namun asas utama penciptaannya mestilah berpandukan garis panduan yang telah disediakan.

Kesenian Islam dapat memberi sumbangan kepada kesatuan hidup ummah. Kesatuan ini terbentuk dalam pekerjaan sehari-harian, ketika berehat, dan ketika berhibur. Di dalam al-Quran, setiap perkataan merupakan satu unit yang terpenting bagi mendukung susunan dan makna ayat. Keadaan ini sama halnya dengan seseorang individu Islam yang menjadi unit dalam kesatuan ummah.

Jelasnya, hubungan antara yang indah dengan yang baik bermakna hubungan antara agama, etika, dan seni. Fungsi perhiasan adalah untuk keindahan, manakala keindahan ialah akar kesenian Islam. Jadi, terdapat hubungan yang erat antara seni, etika, dan estetika. Dengan kata lain, agama melahirkan seni, manakala seni pula mestilah mempunyai etika yang mengikut garis panduan agama.

Terimakasih,kepada webbloger UMMATAN WASATAN.NET

Rabu, 26 Januari 2011

Penyair

Dia adalah rantai penghubung
Antara dunia ini dan dunia akan datang
Kolam air manis buat jiwa-jiwa yang kehausan,
Dia adalah sebatang pohon tertanam
Di lembah sungai keindahan
Memikul bebuah ranum
Bagi hati lapar yang mencari.

Dia adalah seekor burung ‘nightingale’
Menyejukkan jiwa yang dalam kedukaan
Menaikkan semangat dengan alunan melodi indahnya

Dia adalah sepotong awan putih di langit cerah
Naik dan mengembang memenuhi angkasa.
Kemudian mencurahkan kurnianya di atas padang kehidupan. Membuka kelopak mereka bagi menerima cahaya.

Dia adalah malaikat diutus Yang Maha Kuasa mengajarkan Kalam Ilahi.
Seberkas cahaya gemilang tak kunjung padam.
Tak terliput gelap malam
Tak tergoyah oleh angin kencang
Ishtar, dewi cinta, meminyakinya dengan kasih sayang
Dan, nyanyian Apollo menjadi cahayanya.

Dia adalah manusia yang selalu bersendirian,
hidup serba sederhana dan berhati suci
Dia duduk di pangkuan alam mencari inspirasi ilham
Dan berjaga di keheningan malam,
Menantikan turunnya ruh

Dia adalah si tukang jahit yang menjahit benih hatinya di ladang kasih sayang
dan kemanusiaan menyuburkannya

Inilah penyair yang dipinggirkan oleh manusia
pada zamannya,
Dan hanya dikenali sesudah jasad ditinggalkan
Dunia pun mengucapkan selamat tinggal dan kembali ia pada Ilahi

Inilah penyair yang tak meminta apa-apa
dari manusia kecuali seulas senyuman
Inilah penyair yang penuh semangat dan memenuhi
cakerawala dengan kata-kata indah
Namun manusia tetap menafikan kewujudan keindahannya

Sampai bila manusia terus terlena?
Sampai bila manusia menyanjung penguasa yang
meraih kehebatan dgn mengambil kesempatan??
Sampai bila manusia mengabaikan mereka yang boleh memperlihatkan keindahan pada jiwa-jiwa mereka
Simbol cinta dan kedamaian?

Sampai bila manusia hanya akan menyanjung jasa org yang sudah tiada?
dan melupakan si hidup yg dikelilingi penderitaan
yang menghambakan hidup mereka seperti lilin menyala
bagi menunjukkan jalan yang benar bagi orang yang lupa

Dan oh para penyair,
Kalian adalah kehidupan dalam kehidupan ini:
Telah engkau tundukkan abad demi abad termasuk tirainya.

Penyair..
Suatu hari kau akan merajai hati-hati manusia
Dan, kerana itu kerajaanmu adalah abadi.

Penyair..periksalah mahkota berdurimu..kau akan menemui kelembutan di sebalik jambangan bunga-bunga Laurel…

Dari ‘Dam’ah Wa Ibtisamah’ -Setitis Air Mata Seulas Senyuman)

~ Kahlil Gibran

Anda boleh membaca karya-karya Khalil Gibran yang lain di

http://1puisi.co.cc/category/khalil-gibran/

Rabu, 27 Oktober 2010

Jumaat, 15 Oktober 2010

SYAIR


Syair merupakan sejenis puisi berlagu. Ia berasal dari Parsi dan telah dibawa masuk ke Nusantara bersama-sama dengan kedatangan Islam. Syair telah diubahsuaikan mengikut kesesuaian Bahasa Melayu Klasik ketika itu. Namun begitu, A. Teeuw berpendapat bahawa syair merupakan puisi Melayu lama yang telah sedia wujud tetapi namanya telah ditukar. Syed Naquib al-Attas berpendapat bahawa syair dicipta oleh Hamzah Fansuri sendiri selepas kedatangan Islam, iaitu pada tahun 6000 Masihi. Za'ba pula mendakwa bahawa syair berasal daripada perkataan "syir" yang membawa maksud perasaan serta pengenalan dengan pancaindera yang selalunya membangkitkan pelbagai perasaan dan pengalaman serta mempunyai bahasa yang indah dan menarik.

Ciri-ciri syair :

- lazimnya terdiri daripada 4 baris serangkap.
- rima syair aaaa.
- setiap baris dalam syair mempunyai makna yang berkaitan dengan baris-baris terdahulu. Sebuah syair biasanya menceritakan suatu kisah.
- bilangan perkataan dalam setiap baris adalah sama, iaitu 4 perkataan dan 8-12 suku kata dalam satu baris.



Syair dapat dibahagikan kepada 2 kategori iaitu:
naratif
non-naratif

- Syair naratif ialah syair berbentuk cerita seperti Syair Siti Zubaidah, Syair Selendang Delima, Syair Panji.
- Syair nonnaratif ialah Syair berbentuk nasihat/pengajaran dan agama seperti Syair Ikan Terubuk.

Sumber:AKADEMI PENGAJIAN MELAYU -UM

Selasa, 9 Mac 2010

Seni Persembahan Tradisional Melayu Patani


oleh
Haji Muhammad Suhaimi Bin Haji Ismail
Yayasan Kebudayaan Islam Selatan – YAKIS, Yala, Thailand

Dalam masyarakat Melayu seni dapat dibagi menjadi dua: I. Seni Persembahan yang merangkumi tarian, nyanyian, persembahan pentas seperti makyong, wayang kulit dan Permainan tradisi seperti gasing, wau, congkak, juga termasuk dalam kategori seni persembahan.II. Seni Tampak yang merangkumi seni ukir, seni bina, seni hias, pertukangan tangan, tenunan, anyaman dll).

Kegiatan seni Melayu mempunyai identiti tersendiri yang juga memperlihatkan gabungan berbagai -bagai unsur tempatan dan luar. pengaruh budaya India yang membawa cara hidup, agama, dan seni ke Asia Tenggara. Antara sumbangan budaya ini kepada seni ialah cerita Ramayana dan Mahabharata, sistem kesultanan, tarian dan muzik.
Seni persembahan tradisi yang merangkumi bentuk-bentuk tarian, muzik dan teater tradisional boleh ditinjau dari segi hiburan, ritual dan pengubatan. Ia juga boleh dikategorikan dari segi genrenya, iaitu rakyat atau istana atau dibahagikan mengikut kegunaan unsurnya, iaitu tari, muzik dan drama.
Persembahan untuk ritual yang merangkumi bentuk tarian dan teater memuja semangat dan roh yang dipercayai mempengaruhi kehidupan ahli kampong bagi memenuhi berbagai tujuan. Antaranya ialah untuk kesyukuran, bernazar dan perlindungan dari malapetaka. Perkara kesyukuran ialah seperti perkahwinan, kelahiran dan menuai; menolak bala malapetaka alam seperti kebakaran, banjir, ribut taufan; memohon perlindungan melibatkan upacara menyemah kampung dan upacara pengubatan.
Persembahan tarian yang memenuhi tujuan-tujuan ini terdapat dalam likungan tahun 40-50 an. Di dalam kategori ritual untuk pengubatan ialah tarian makyong, wayang kulit. Makyong mempunyai fungsi mengubati pesakit di dalam sebuah upacara yang dikenali sebagai main puteri.Manakala Menora yang berkaitan dengan agama Buddha selalunya dipersembahkan untuk upacara keagamaan seperti upacara ketik untuk merayakan sebuah berhala bagi masyarakat Siam.
Demikian juga teater dan tarian ritual ini digunakan juga untuk fungsi sekular, iaitu hiburan semasa temasya pesta tahunan anjuran ketua kampong dan pemerintah. Perubahan fungsi dari persembahan untuk upacara ritual ,pemujaan pengubatan kepada untuk tujuan hiburan akhirnya terhakis,disebabkan pertama faktor percanggahan terhadap ajaran agama kedua faktor kemajuan pengetahuan dalam bidang sains dan teknologi dan

faktor persaingan dengan hiburan popular atau budaya popular. Ini menyebabkan beberapa permainan tradisi seperti makyong dan wayang kulit telah beransur lenyap dengan bilangan pemain permainan tradisi ini semakin merosot

Sila Klik untuk maklumat sepenuhnya

Isnin, 1 Februari 2010

การเขียนเรื่องสั้น (CERPEN)
โดย อ.ซูฮัยมีย์ อาแว
แผนกวิชาสามัญ วิทยาลัยเทคนิคยะลา

เรื่องสั้นในวรรณกรรมมลายู(Sastera Melayu)เรียกว่า Cerpen เป็นคำประสมที่มาจากคำว่า “เจอรีตา” กับคำว่า “เปนเด็ก” (Cerita Pendek) นั้น เป็นศิลปะประเภทการแต่งเรื่องที่ได้รับความนิยมกันมากสาขาหนึ่ง ประกอบ ด้วย 5 ฉาง-ร(Genre ) หรือ สาขา คือ 1) เรื่องสั้น(Cerpen) 2) ละคร (Derama) 3)บทร้อยแก้ว /วิพากษ์ (Esei / Kritik) 4)นวนิยาย (Novel)และ 5)โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน(Puisi)
เรื่องสั้นเป็นเรื่องราวที่มาจากฐานความจริง ( Fact ) ในสังคมประกอบกับจินตนาการของผู้เขียนและก่อรูปขึ้นมาเป็นเรื่องราวด้วยพลังสุนทรียภาพทางภาษาเชิงวรรณกรรม ในขณะที่วรรณกรรมนั้นถึงแม้จะให้คำอธิบายอย่างครอบคลุมได้ยาก เนื่องจากตัววรรณกรรมนั้นไม่ใช่วัตถุที่มองเห็นได้ มันเป็นเพียงแค่นามที่ระบุไว้สำหรับงานเขียนที่เฉพาะตามกรอบวัฒนธรรมที่เจาะจงเท่านั้น
อย่างไรก็ตามวรรณกรรมสามารถสรุปได้ว่าเป็นศิลปะประดิษฐ์ที่ถ่ายทอดกันด้วยภาษาอันประกอบด้วยสิ่งที่งดงาม ภาษาที่สละสลวย และเทคนิคการเล่าเรื่องที่ประณีตงดงาม ความสวยงามของวรรณกรรมไม่สามรถวัดได้ด้วยสายตาแต่เป็นความงดงามที่ทรงคุณค่ายิ่งเชิงศิลปะและภาษา
ด้วยเหตุนี้เรื่องสั้น(Cerpen)จึงเป็นองค์รวมหน่วยหนึ่งที่ไม่สมดุลระหว่างประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกับจินตนาการที่คิดค้นขึ้นมาโดยผู้แต่งตามมโนภาพและอารมณ์ของตน โดยความยาวของเรื่องจะอยู่ระหว่าง 5,000 – 20,000 คำเท่านั้น
องค์ประกอบของเรื่องสั้น
1.สติปัญญา (Intellect)
เรื่องสั้นที่ดีจะประกอบด้วยหลักคิดที่ทำให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังเพิ่มพูนวิทยปัญญาได้เสมอ มีแนวความคิดที่น่าจดจำอันจะสามารถช่วยนำสู่หนทางที่ดีได้ในบางโอกาส
2.อารมณ์ (Emotion)
ความโลดแล่นทางอารมณ์ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์โศกเศร้าหรือสนุกสนาน คลอเคลีย หยอกเย้า ถากถาง เยินยอ ที่สามรถนำผู้ฟังเข้าสู่เรื่องที่เล่าอย่างได้อารมณ์ อีกทั้งยังสามารถโน้มน้าวให้เกิดความตระหนักคิดอย่างชาญฉลาดสู่โลกแห่งความเป็นจริง
3.สถานการณ์/สภาพปัญหา
ความโดดเด่นของเรื่องสั้นมักจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์หรือสภาพปัญหาที่วางอยู่ในโครงเรื่องแต่ละขั้นตอน โดยที่สถานการณ์หรือสภาพปัญหาจะได้รับการถ่ายทอดออกมาจากจิตใจและสมองด้วยการจินตนาการในเรื่องราวที่เป็นจริงไม่ใช่ความเพ้อเจ้อที่ว่างเปล่า มีเป้าหมายที่กำหนดในการเขียนเรื่องสั้นนั้น ๆ ชัดเจน และนำสู่แนวทางที่ดี
4.เทคนิคการนำเสนอ
ประกอบด้วยเทคนิคในการอธิบายเรื่องราวทั้งหมดด้วยท่วงท่า ลีลา คำ และการเลือกใช้คำพูดหรือถ้อยคำ ตลอดจนการลำดับเรื่องราวให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น
ลักษณะของ Cerpen
1.จำลองเหตุการณ์ ( Mimicry) โดยลอกเลียนแบบพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในสังคมผสมกับเหตุการณ์ที่จินตนาการข้นเองของผู้แต่ง
2.เรื่องสั้นอิงเหตุผล คือ การสร้างเรื่องโดยหลักการ หรือเหตุผลเพื่อเปลี่ยนแปลงรูปแบบจากปรกติ เช่น การจินตนาการถึงตัวละครจากมนุษย์ต่างดาว ฯลฯ
3.เรื่องสั้นความฝัน เป็นเรื่องราวคล้ายกับการฝัน ด้วยลักษณะที่นอกเหนือธรรมชาติ มีกฎเกณฑ์เฉพาะตัวจนบางครั้งไม่อาจยอมรับได้โดยจิตสำนึก
เทคนิคการเล่าเรื่อง
1.วิธีการสนทนา (Dialogue) เพื่อความลื่นไหลของสมอง
2.วิธีการเคลื่อนไหว (Action)
3.วิธีการวาดภาพเคลื่อนไหวประกอบฉาก